Tonguoo Farm

Oct 31, 2010 at 12:05 o\clock

สนามใหญ่เล่นไก่สายใด

 ในรอบปีที่ผ่านมา ถึงช่วงปิดฤดู(ในช่วงฤดูฝน) บทสรุปจากการเล่นไก่ชนที่ผ่านมาพอสรุปได้ว่าไก่สายใดครองสนามไก่ชนในระดับบน คำว่าสนามระดับบนคือสนามมาตรฐานระดับประเทศ ในชั่วโมงนี้ต้องยกให้สนามเทิดไท เป็นสนามหลัก ตามมาด้วยสนามโบนันซ่า สนามมหาลาภ และสนามอื่น ๆ ลองลงไป

ไก่ที่ชนระดับเงินล้าน เงินแสนจับมาพิเคราะห์ดูจะเห็นว่าร้อยละ 80 เป็นพม่าลูกผสม กับก๋อยลูกผสม สองสายนี้มีมากทึ่สุด โดยพม่าลูกผสมเราอาจะมองตลาดประมาณ 60% ก๋อยลูกผสมประมาณ 20% นอกนั้นก็เป็นพวกอท่น ๆ เช่นก๋อยร้อย พม่าร้อย ไทยร้อย ไทยพัฒนา ง่อนร้อย ฯลฯ อีักประมาณ 20%

ข้อสรุปของลูกผสมพม่าที่มาแรงไม่หยุด ก็คือ

1. เป็นไก่กระดูกดีขึ้นเลี้ยงง่ายขึ้น

2.เป็นไก่รอยดีขึ้น

3. เป็นไก่สามารถเลี้ยงชนทางยาวได้ ซึ่งพม่าร้อยทำไม่ได้ มันบอบบางเกินไป อย่างพม่าขี้ดีด พม่ารำวง พวกนี้เก่งมากในรอยเล็ก ๆ และเลือดร้อย ชนชมรมบ่อนป่าเหมาะมากบินเร็วเก็บไก่อ่อน ไ ได้ดี แต่ในสนามใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด เบอร์แข้งและความแข็งแกร่งระดับลูกร้อยไม่สามารถล้มคู่ต่อสู้ได้ ถึงมีก็จำนวนน้อยมาก ไก่เก่งชนแพงจึงต้องเป็นลูกผสมเลือดต่าง ๆ  

พม่าลูกผสมที่น่าสนใจคือ

1. พม่าง่อน ยังคงเป็นการพัฒนาที่คลาสสิคไม่มีวันตาย พม่าง่อนจะเป็นไก่ชนตลาสิคอีกสไตล์หนึ่งในสังคมไก่ชนไทยไม่มีวันตาย เรากล้าการันตี

2.พม่าบราชิล อันนี้ยังเป็นรองพม่าง่อนเพราะโครงสร้างลีลาเชิงชนยังเป็นรองพม่าง่อน พม่าบราชิลส่วนใหญ่ยังเปิดหน้าคอ หัวสูง  แต่พม่าง่อนบราชิล กลับเป็นอะไรที่น่ามองมากกว่าพม่าบราชิล โดยให้เหลือเลือดง่อนและบราชิลรวมกันไม่เกิน 25 %

3. พม่าผสมหลายสายเลือด อันนี้ก็น่าติดตาม ทั้งพม่าไทยง่อนบราชิล พม่าง่อนบราชิล พม่าไทยบราชิล พม่าไทยง่อน พวกนี้ได้ตัวเหมาะบดบี้ตีปากไวแม่คมตีไม่เลือกทุกสายเลือด อันนี้มีให้เห็นเป็นประจำในกลุ่มไก่ชนแพง

ข้อสรุปตอนนี้คือไก่ที่บินล้มลุกคลุกคลาน เก่งจริงเร็วจริงเร็วจริง แต่เหมาะถ่ายคลิปขายลูกหลานมากกว่า ถ้าเลี้ยงชนก็ระดับภาคเหนือที้เล่นเลือดสูง ๆ ปล่อยตอพอได้ ถ้าปิดตอนตีนี่ปิดบัญชีเขาไม่ลงในยกต้น ๆ สุดท้ายก็แพ้ครับ สรุปคือไก่พวกนี้ ชนทางยาวไม่ได้แน่จะบินเร็วแค่ไหนอย่างเก่งก็ชมรมและบ่อนป่าเท่านั้น เหมาะอนุรักษ์และนำไปต่อยอดพัฒนาเท่านั้นนี่ประสบการจากการเลี้ยงมายาวนาน

วันเราจึงเห็นง่อนร้อยกลับมาอีกแล้ว ฟาร์มใหญ่เริ่มขายดีในกลุ่มลูกผสมหลายสาย เช่นฟาร์มซีพีก็เน้นพม่าง่อน ตราดก๋อนง่อน เป็นต้น เราตากระแสไก่กันต่อไปโอกาสหน้าจะรายงานอีกครับ

Oct 30, 2010 at 00:44 o\clock

พม่าม้าล่อรำวง

 นิยามของพม่าม้าล่อรำวง ก็คือไก่พม่าที่ออกสไตล์การชนแบบไม่ยอมปะทะซึ่งหน้า จะเน้นสาดแข้งเป่ล่าและซิ่งออกซ้ายขวา จังหวะจวนตัวจะออกวิ่งสั้น ๆ หันกลับมาตบ ดังนั้นพม่าม้าล่อรำวงจะทำเชิงเด่น ๆ ให้เห็นคือ


1. สาดแข้งเปล่า เน้นสาดเร็วถี่มากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ การสาดแข้งเปล่าจะเป็นทั้งการสาดป้องกันตัวเมื่คู่ต่อสู้ขยับเข้าหา และสาดแข้งเปล่าเพื่อหาช่องทางหลบหลีก เป็นการทำลายจังหวะคู่ต่อสู้แล้วค่อยหลบหลีก การสาดแข้งเปล่าสองแบบนี้ส่วนมากมีผลไม่มากยกเว้นตัวที่แม่นและเน้นจริง ๆ ซึ่งจะมีน้อยตัว...จังหวะทำลายของแข้งเปล่าคือ จังหวะที่คู่ต่อสู้นิ่ง ๆ และขยับเข้าหาจังหวะนี้แข้งเปล่าสาดดัก ๆ หักเลยครับ อีกจังหวะคือจังหวะวิ่งล่อสั้นหันกลับมาตบจังหวะนี้ก็หักเลยเช่นกัน ...พม่ารำวงที่เก่งแข้งเป่าต้องหวังผลในสองจังหวะนี้ครับ...


2. หนีปีก คือจังหวะคู่ต่อสู้เข้าปีกต้องเดินออกหรือวิ่งออกทันที และเมื่อเดินออกหรือวิ่งออกก็ต้องหันกลับมาตบทันทีเช่นกัน วิ่งออกเฉยยังใช้ไม่ได้ วิ่งออกต้องทำเลย จังหวะเอียงที่วิ่งออกต้องสามารถออกแข้งได้ทันที อันนี้สุดยอด  การหนีปีกจะใช้ในกรณีคู่ต่อสู้ไม่เร็วนัก  ถ้าคู่ต่อสู้เร็วหนีปีกอย่างเดียวไม่พอต้องวิ่งด้วย


3 วิ่งล่อสั้น คือจังหวะการวิ่งออกเมื่อโดนประชิดตัว  ต้องวิ่งเร็ว ออกห่างให้เร็วพอที่จะตั้งตัวสาดแข้งเปล่าทำลายคู่ต่อสู้ได้  การวิ่งล่อจะใช้เมื่อกรณีคู่ต่อสู้เป็นไก่เข้าออกเร็วเท่านั้น ไม่ใช้กรณีนี้ฟุ่มเฟือย..ไม่ใช่วิ่งทุกระยะ บางตัวถูกแตะคอหน่อยวิ่งไม่คิดชีวิตแบบนี้ก็เป็นไก่ธรรมดาครับ..ม้าล่อสั้น ระวงไม่ห่วงวิ่งแต่ห่วงจังหวะการทำคู่ต่อสู้มากกว่า การวิ่งเป็นการหาโอกาสทำเท่านั้น..

4. ขยายออกซ้ายขวาเก่ง คือถอยเร็ว ๆ ออกซ้ายได้ขวาได้ ไม่ถอยตรง ตัวเด่น ถอยเป็นฟันปลา หรือถอยเป็นวงกลมหมุนซ้ายทีขวาที จังหวะที่ถอยก็ต้อสาดแข้งป้องกันตัว และสาดแข้งทำลายคู่ต่อสู้ตลอดเวลาไม่ยอมให้คู่ต่อสู้เข้าใกล้

สรุป ม้าล่อรำวง คือไก่ที่เน้นสาดแข้งเปล่าและชิงจังหวะหนีเพื่อหาจังหวะทำลายคู่ต่อสู้ ม้าล่อสั้นที่ดีคือ สาดแข้งเปล่าต้องแม่นหวังผลและหนีเก่ง แต่ไม่ใช่หนีอย่างเดียว

Oct 28, 2010 at 04:23 o\clock

ลักษณะไก่พม่าที่ไม่ควรเลี้ยง

 ไก่พม่า ที่ไม่ควรเลี้ยงเป็นสายพันธุ์เป็นอย่างไร  ..อันนี้ก็มีถามกันเข้ามาตลอดครับ วันนี้เลยถือโอกาสแนะนำเบื้องต้นว่า พม่าที่ไม่ควรนำเข้าบ้านมีลักษณะอย่างไร

โดยทั่วไปไก่พม่าเป็นไก่อีก สายพันธุ์หนึ่งที่มีจุดเด่นพิเศษในเรื่องไก่ที่มีลีลาสวยงามในการตีมาก  ดังนั้นมาตรฐานการคัดไก่พม่าจึงต้องมีความรอบคอบ เพราะไก่พม่าไม่ได้ดีทุกสายพันธุ์  ไก่พม่าที่มีปัญหาในการเลี้ยงคือ

1. ใจเสาะ คือประเภทหนีง่าย ๆ อันนี้ควรต้มก่อนสายพันธุ์อื่น
2. สู้ไก่ช้า อันนี้ก็ไม่น่าเลี้ยง แต่ถ้าเก่งจริง ๆ ก็พอให้อภัย
3. กระดูบางเจ้าเนื้อ คือบางสายเจ้าเนื้อมากอ้วนง่าย เนื้อหนังขาว ๆ จับดูมีแต่เนื้อ อันนี้ก็ควรแกงใส่หน่อไม้ส้มครับอร่อยดี เพราะมันเลี้ยงยาก
4. ม่าแบบบินล้ม ไม่เก็บปีกเก็บหาง อันนี้ก็ควรต้มก่อนครับ บางตัวบินสองสามทีปีกคลี่คลุมดิน และไม่ยอมยกปีกเก็บปีกด้วย
5. ไก่พม่าที่ขนน้อยสร้อยสั้น ประเภทปีกสั้นสร้อยคอไม่มีสร้อยระย้าไม่เยอะ ก็ไม่ควรเลี้ยงครับยกเว้นพวกลูกผสม
6. ไก่ที่ไม่เคยชนะไก่เลย หรือชนะไก่ยากมาก เลี้ยงเหมือนจะดี เอาไปชนเสมอกับแพ้ แบบนี้รีบต้มยกเล้า
7. ไก่ที่ไม่เคยชนแพงเลยในตระกูล รุ่นทวด รุ่นปู่ รุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นเหลน รุ่นแล้วรุ่นเล่าได้แต่เฝ้ารอแบบนี้ก็ต้มครับ เขาเรียกว่าไก่ไม่มีตระกูล..
8. พวกอุ้งหนาเท้า่หน่อ..อันนี้ก็ไม่ควรเลี้ยงมันดูแลยากครับไม่เหมาะทำสายพันธุ์

ลอง พิจารณาไก่ที่บ้านดครับเข้าลักษณะไหมถ้าเข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ควร พิจารณาไว้ ถ้ามันเก่งจริงต้องมองหาแนวทางพัฒนาเพื่อลบจุดด้อยของมันนะครับ

Oct 17, 2010 at 10:00 o\clock

เลี้ยงพม่าอย่างไรให้เก่ง

 ปัญหาตลอด 10 ปีที่พม่าออกมาสู่เส้นทางสังเวียนไก่ชน เราพบว่าคนเลี้ยงส่วนมากยังไม่เข้่าใจไม่สามารถพัฒนาวิธีการเลี้ยงที่เหมาะสมสำหรับพม่ามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้ไก่พม่าดี ๆ กลายเป็นไก่ไม่เอาถ่าน..บางท่านถึงขนาดเบื่อพม่าไปเลยก็มี  เมื่อประเมินสภาพรวมการเลี้ยงพม่าของนักเลี้ยงส่วนใหญ่ก็พบว่ามีปัญหาร่วมกันที่สำคัญคือ

1. ไม่เข้าใจธรรมชาติของไก่พม่า ต้องการทำพม่าให้เหมือนไก่สกุลอื่น

2. เคยชินกับวิธีการเลี้ยงไก่สายเลือดอื่นและคิดว่าจะสามารถใช้กับการเลี้ยงไก่พม่าได้

3. วางโปรแกรมการเลี้ยงเป็นแบบมาตรฐาน บางคนทำตารางฝึกซ้อมเหมือนกันหมดโดยคิดว่าไก่ก็เหมือนๆ กัน

4. ปล้ำวางเน้นเอาหน้าเน้นเอาความแข็ง โดยคิดว่ายิ่งแข็งยิ่งจะตีดี

ผลจากการเลี้ยงที่ผ่านมาก็ทำให้ไก่พม่าชั้นดีกลายเป็นพม่าชั้นเลว..ในที่สุดก็ต้องต้ม นั่นคือความผิดพลาดของเรา สิ่งสำคัญที่เราควรจดจำในการเลี้ยงไก่พม่าก็คือ

1.ไก่พม่าใหม่ ๆ มันจะล้มบิน ๆ ล้ม ๆ เป็นธรรมชาติของมัน มันเป็นไก่ขาอ่อน วิธีแก้ไขคือ อย่าขังสุ่มมากเกินไป ต้องปล่อยตาข่าย วิ่งสุ่ม เตะเป้า เวลาพักก็ปล่อยต่าข่ายกว้าง ๆ ทำคอนไม้สู่ง ๆ ไว้กลาง ปล่อยให้เขาบินขึ้นบินลงตลอดเวลา จะลดอาการขาอ่อนได้ พม่าเลือดสูงจะให้บินแข็งแกร่งเหมือนไก่สายอื่นมันเป็นไปไม่ได้ ต้องค่อย ๆ ฝึก ประเภทเลี้ยงขังสุ่มตลอด 24 ชั่วโมง ผมว่าขาจะอ่อนนะครับ

2. ไก่พม่าปล้ำมาก ปล้ำบ่อยจะไม่เก่ง การปล้ำวางต้องให้พอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่งั้นจะกรอบก่อนได้เลี้ยงชน ดังนั้นการคัดสายพันธุ์พม่ามาเลี้ยงมาพัฒนาต้องดูด้วยไม่ใช่เอาเก่งอย่างเดียว บางสายกระดูกบางมาก ผิวหนังบาง พวกผิวขาวผิวเหลืองจะเลี้ยงยากสุด ๆ  ควรเลือกพวกผิวแดงจะเลี้ยงง่าย จับดูกระดูกหนาหน่อยจะเลี้ยงง่ายการปล้ำการวางจะได้ทนไม้ทนมือ

3.ไก่พม่าอายุน้อยจิตใจไม่ค่อยมั่นคงต้องรออายุหน่อยบางเหล่าสู้ไก่ช้าหรือจิตใจอ่อนไหว ก็คัดทิ้งได้เลย ไก่พม่าที่ดีจิตใจจะดีเยี่ยมเหมือนไก่ชนทั่วไป ไก่พม่าที่จิตใจไม่ดีแสดงว่ามีเลือดผสมไก่ป่ามากเกินไปยังไม่ผ่านการพัฒนา หรือยังไม่ถูกเลี้ยงโดยมนุษย์มายาวนานพอนั่นเอง มนุษย์นี่หละที่มำให้เชื้อสายไก่ป่ากลายเป็นไก่บ้านและเปลี่ยนพฤติกรรมมากมายี่เราไม่ต้องการออกไป

มีการวิจัยในประเทศรัสเซียโดยเอาสุนัขป่าหลาย ๆ สายพันธุ์มาเลี้ยงโดยมนุษย์ เมื่อมันออกลูกออกหลานมาหลายชั้น พฤติกรรมหลายอย่างจะเปลี่ยนไป กลายเป็นสุนัขที่เชื่อง แม้แต่รูปรต่างลักษณะก็ยังเปลี่ยนไป เลี้ยงไปนาน ๆ หลาย ๆ รุ่น รุ่นเหลนๆ จะมีลักษณะไม่เหมือนรุ่นแรก ๆ ทั้งลักษณะทางกลายภาพและพฤติกรรม นั่นแสดงว่าสุนัขมีพัฒนาการเข้ากับสังคมมนุษย์  ไก่ชนก็เหมือนกันไก่พม่ารุ่นแรกมันเปรียวมันสู้ไก่ช้าจิตใจไม่ดี เลี้ยงนาน ๆ พัฒนาไปนาน ๆ ในที่สุดมันก็จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของมัน ดังนั้นไก่พม่าทุกวันนี้เราสามารถคัดเอามาจากเหล่าที่ดีที่เราเห็นจุดเด่นของมันได้ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากต่อไป เหล่าไหนเลี้ยงยากเราก็ทิ้งพวกเลี้ยงง่ายเราก็เอามาต่อยอดต่อไป

สิ่งสำคัญที่คนเลี้ยงไก่พม่าต้องเข้าใจคือ

1. เลี้ยงพม่าต้องเข้าใจธรรมชาติของไก่พม่า

2. เลี้ยงพม่าต้องค่อยเป็นค่อยไปใจเย็น ๆ

3. เลี้ยงพม่าต้องเรียนรู้จุดเด่นจุดด้อยของมันให้ดี เลือกเอาจุดเด่นมันมาใช้และพยายามช่วยเหลือมันปิดจุดอ่อน

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเลี้ยงพม่าทุกท่านโดยทั่วกันครับ

Oct 16, 2010 at 02:51 o\clock

รูปแบบการพัฒนาเหล่าเทพสายฟ้า

 การพัฒนาคือการทำให้ดีขึ้น หรือเจริญขึ้น อะไรที่เราทำแล้วมันดีขึ้นเป็นที่พอใจเกิดสิ่งใหม่ ๆ เราเรียกว่าการพัฒนา ดังนั้นการพัฒนาไก่ชนก็เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่เราต้องการทำให้ดีขึ้นพัฒนาขึ้นมีมาตรฐานขึ้น นี่คือสิ่งที่เราต้องการจากการพัฒนา

จากอดีตที่ผ่านมาทางฟาร์มได้พิจารณาเห็นจุดเด่นของเหล่าหมูบเทพที่เป็นไก่ลีลาดีเบอร์แข็งมาตรฐาน จิตใจดีเยี่ยม และจุดเด่นของเหล่าแจ้สายฟ้าที่เป็นไก่ลีลาม้าล่อสั้นรำวง แข้งหน้าจัดจ้าน แม่นคม ขี้โกงสุด ๆ เราจึงต้องการนำเอาสองสายเลือดนี้เข้ามาพัฒนาร่วมกันกลายเป็นเหล่าใหม่ที่เราต้องมาตรฐานการพัฒนาไว้คือ

1. โครงสร้างดีรอยได้มาตรฐาน 2.5-2.8 กก.

2. ได้ไก่ลีลาม้าล่อสั้นแบบมาตรฐานหรือไก่ลีลาพม่าเต็มพิกัด

3. ได้ไก่ที่มีแข้งหน้าจัดจ้านเบอร์แข้งมาตรฐาน

4. ได้ไก่ที่มีจิตใจดีเป็นเลิศเลี้ยงง่าย

5. ได้มาตรฐานไก่พม่าสายพันธุ์ใหม่ที่เป็นมาตรฐานของเรา

ดังนั้นเราจึงวางแผนการผลิตโดยมีขั้นตอนดังนี้

1. คัดแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์เหล่าหมูบเทพมาอย่างละ 4 ตัว ได้ ไก่ 4 คู่ เน้นมาตรฐานตามเหล่าหมูบเทพคือเบอร์แข้งอันดับหนึ่ง เอาตัวรอดดีอันอับสอง ผ่านไก่อย่างต่ำ 4 ไฟท์ อันดับ3 นน. 2.7 ขึ้นไปอันดับ4 สีเทา อันดับ 5 แข้งปากเล็บสีดำอมเขียวอันดับ 6

2. คัดพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์แจ้สายฟ้ามาอย่างละ 4 ตัว ได้ไก่ 4 คู่  เน้นมาตรฐานตามเหล่าแจ้สายฟ้าคือ 1.ลีลาม้าล่อสั้นรำวง 2.แข้งหน้าจัดจ้านแม่นคม 3.ผ่านไฟท์ 4 ไฟทขึ้นไป 4.นน. 2.7 ขึ้นไป 5. สีสาสวยงาม 6. แข้งปากเล็บ สีเหลืองอมขาว 

3. เอาไก่สองสายจากข้อ 1ผสมกับข้อ 2 เอาตัวผู้ตัวเมียสลับกัน คัดเอาลูกตัวที่ดีที่สุด รูปร่างฝีมือมีมาตรฐานตามที่เราต้องการไว้ชุดและ 2 ตัว เป็นตัวผู้ 1 ตัว ตัวเมีย 1 ตัว (เก็บสำรองไว้บ้างตามสมควร) ได้ไก่ทั้งหมด 16 ตัว

4. เอาตัวผู้ตัวเมียแต่ละกลุ่มสลับผสมกันเป็นไก่ 8 คู่ แล้วคัดเอาตัวผู้ตัวเมียที่เชิงชนรูปร่างเบอร์แข้งได้ตามมาตรฐาน เอามาคู่ละ 2 ตัว เป็นตัวผู้ 1 ตัว ตัวเมีย 1 ตัว ได้ไก่ 18 ตัว 

5. เอาลูกจากข้อ 4 ไขว้ผสมกัน ระวังอย่าให้ซ้ำสายเดิมจากข้อ 2 ถึงข้อ 4 ขั้นนี้ไก่จะมีมาตรฐานการชนที่เราต้องการอย่างมาก เมื่อได้ไก่ออกมาคัดไปทำแม่พันธุ์พ่อพันธุ์หลัก เพื่อผสมกับพวกหมูบเทพพัฒนา หรือแจ้สายฟ้าพัฒนาที่เราพัฒนาร่วมกับสายอื่น ๆ ได้ตัวเก่ง ๆ แล้ว เราจะได้ลูกไก่ที่มมีมาตรฐานการชนใกล้เคียงกับที่เราต้องการได้จุดเด่นของสองสายมารวมกัน

นี่คือที่มาของลูกเหล่าเทพสายฟ้า

Oct 14, 2010 at 15:57 o\clock

บทสรุปการพัฒนาการพัฒนาก๋อยตราดง่อน

 การพัฒนาก๋อยตราดง่อน เป็นอีกทิศทางหนึ่งที่เราชาวไก่ชนได้มุ่งมั่นพัฒนาโดยมุ่งหวังว่า ไก่ตามรูปแบบที่เราพัฒนานี้จะเป็นกำลังสำคัญในการต่อกรณ์กับพม่าซึ่งครองตลาดไก่ชนมายาวนานกว่า 5 ปีที่ผ่านมา อะไรคือสิ่งที่เราคิดว่ามันจะต่อกรณ์กันได้ มีข้อสัณนิษฐานที่สำคัญคือ

1.ไก่ป่าก๋อย มีจุดเด่นที่ลูกตีรุ่นแรง เน้นแผลหนา และเด่นที่ปากบอน จุดอ่อนคือชั้นเชิงไม่ค่อยดี กระดูกไม่แกร่ง

2. ไก่ตราด เป็นไก่ชนที่เชิงชนเนียนสวยงามที่สุดในบรรดาเชิงที่มีในโลกนี้ เชิงตราดคือเชิงบุกที่เนียนตาที่สุด จุดอ่อนคือ ปากไม่บอน กระดูกยังไม่แกร่ง

3.ไก่ไซ่ง่อน เป็นไก่ที่แข็งแกร่ง กระดูกหนาและลูกตีรุ่นแรงที่สุดโดยเฉพาะแผลตัว จุดอ่อนคือขนน้อย ตัวใหญ่เกินไปและช้า

ความหวังของนักพัฒนาคือเอาจุดเด่น 3 ตระกูลนี้มารวมกัน ผลการทดลองที่ได้ผลในแนวทางหนึ่งที่ทำมาแล้ว เป็นแนวทางที่เน้นพัฒนาไก่เชิงดีเน้นกัดบ่าตีตัวปากบอนฆ้อนหนัก ซึ่งมีแนวทางการพัฒนาดังนี้

1. คัดสายพันธุ์ง่อนร้อนเน้นเชิงกัดบ่าตีตัว  คัดสายตราดเน้นเชิงเนียนแผลคม คัดสายก๋อยเน้นปากบอนฆ้อนหนัก

2. ขั้นตอนการผสม

2.1 เอาง่อนผสมตราด  ได้ลูกคัดเอาตัวที่เชฃิงดีกัดบ่าตีตัวทุบหลังทั้งตัวผู้และตัวเมียไปผสมต่อ

2.2 เอาก๋อยผสมง่อน คัดเอาตัวที่กัดบ่าตีตัวปากบอนๆฆ้อนหนักๆ ไปพัฒนาต่อ

2.3เอาตราดผสมก๋อย คัดเอาตัวที่เชิงดีปากบอนฆ้อนหนักไปพัฒนาต่อ

2.4 เอาลูกชุด 2.1ไปผสมก๋อยร้อย ได้ ก๋อย50ตราด25ง่อน25 คัดเอาตัวเชิงดีกัดบ่าตีตัวปากบอนไปพัฒนาต่อ

2.5 เอาลูกชุด 2.2ไปผสมกับลูกชุด 2.3 ได้ ก๋อย50ตราด25 ง่อน 25 คัดเอาตัวเชิงดีกัดบ่าเข้าปีตีหลังปากบอนไปพัฒนาต่อ

2.6 เอาลูกชุด 2.4 และ 2.5 ไปผสมกับก๋อยร้อย จะได้ก๋อย75 ตราด12.5 ง่อน 12.5 ชุดนี้คัดตัวเด่นไว้ทำสายต่อยอดข้ามกับสายอื่นที่พัฒนาคู่ขนานกันมาจะได้ลูกเลือดนิ่ง คือถ้าเราทำถึงขั้นได้ได้ซักสามสายหรือสามทาง เรานำสามทางนั้นมาไขว้กัน จะได้ไก่ชนเลือดนิ่งมากคือ เชิงนิ่งสายเลือดนิ่งลูกตีนิ่ง นี่คือความสำเร็จในการพัฒนา

ผลการพัฒนาตามขั้นตอนข้างต้นทางฟาร์มได้ทดลองแล้วได้ผลดีลูกไก่ที่ได้ในขั้น 2.6 สามารถต่อกรณ์กับไก่พม่าได้อย่างดี และยังสามารถสู้กับเลือดไทยและลูกผสมต่าง ๆ ได้ดีด้วย นี่คือข้อสรุปอันเป็นแนวทางการพัฒนาที่ควรขยายและบอกต่อกันไปครับ สนใจสายพันธุ์ก๋อยพัฒนาติดต่อที่ฟาร์มโดยตรงครับ

Oct 10, 2010 at 14:22 o\clock

โรคไข้หวัดนกฤดูกาล 2553-54

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนกันยายน - สิงหาคมเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวรวมทั้งสภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบให้สภาพอากาศแปร ปรวนประกอบกับหลายพื้นที่เริ่มมีน้ำท่วม จึงเป็นเหตุให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดลง จึงมีความเสี่ยงจะเกิดโรคระบาดในสัตว์ปีกได้ง่าย โดยเฉพาะ โรคนิวคาสเซิล โรคอหิวาต์ เป็ด-ไก่ โรคฝีดาษ กาฬโรคเป็น โรคหลอดลมอักเสบติดต่อ เป็นต้น ซึ่งโรคระบาดที่เกิดขึ้นจะมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สัตว์มีอัตราการตายสูงถึง 50 - 100% ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแก่อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกและเกษตรกร ผู้เลี้ยงปีกทั่วไป กรมปศุสัตว์จึง มีนโยบายที่จะป้องกัน ไม่ให้โรคเกิดขึ้น โดยการลงพื้นที่ฉีดวัคซีนให้เกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ๆ มีการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ไก่ชนเป็นจำนวนมาก และในพื้นที่ที่มีสัตว์ปีกป่วยตายในพื้นที่

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่กันชนของฟาร์มคอมพาร์ทเมนต์ที่มีระบบการ เฝ้าระวังโรคที่เข้มแข็ง ทำให้ไม่มีรายงานการระบาดโรคไข้หวัดนกมากว่า 2 ปี อีกทั้งยังส่งผลให้โรคระบาดอื่นในสัตว์ปีกลดลงจากปี 2552 มากกว่าร้อยละ 40" นายปรีชา กล่าว

ด้านนายทฤษดี ชาวสวนเจริญ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่าได้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอทั่วประเทศ ให้มีการรณรงค์ฉีดวัดซีนป้องกันโรคดระบาดในสัตว์ปีกในพื้นที่เสียงพร้อมกัน ทั่วประเทศในเดือนกันยายน 2553 นี้พร้อมทั้งเข้มงวดในการเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีกและประชาสัมพันธ์และให้ ข้อมูลแนะนำเกษตรกรพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุให้รีบแจ้งเจ้า หน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์อาสาสาธารณสุข (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้านองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทันที เพื่อจะได้ดำเนินการควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายออกไปได้อย่างทันท่วงที และขอให้เกษตรกรติดต่อขอรับบริการทำวัคซีนป้องกันโรคสัตว์ปีกได้ที่สำนักงาน ปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่หรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ โทร. 085-660-9906

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันโรคระบาดดังกล่าวข้างต้นรวมไปถึงโรคไข้หวัดนก จึงขอรณรงค์ให้เกษตรกรควรจัดทำเล้าหรือโรงเรือนให้สัตว์ปีกเพื่อป้องกันแดด ณ ฝนและพาหะนำโรคต่างๆ ทำการฉีดวัคซีนป้องกันเพื่อกระตุ้นให้สัตว์สร้างภูมิคุ้มกันโรควัคซีน ป้องกันเพื่อกระตุ้นให้สัตว์สร้างภูมิคุ้มกันโรคอย่างสม่ำเสมอ ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวรที่เลี้ยงและบริเวณโดยรอบ